Snow Eagle Lord อินทรีหิมะเจ้าดินแดน ตอนที่ 5 ภาพวาดทั้งสี่ของจักรพรรดิเก้าเมฆา

อ่านนิยายจีนเรื่อง Snow Eagle Lord อินทรีหิมะเจ้าดินแดน ตอนที่ 5 ภาพวาดทั้งสี่ของจักรพรรดิเก้าเมฆา 3Novel | อ่านนิยายออนไลน์ นิยายแปลไทย อ่านนิยายฟรี.

 
ตงป๋อเสวี่ยอิงยืนอยู่ภายในลานบ้านของเรือนพักของตน ดื่มสุราตามลำพังอยู่ที่นั่น ถึงแม้ว่าจะมิได้ไปอำลา แต่เขาก็สัมผัสรับรู้ได้ว่าอาจารย์ไปยังตำหนักเทพอลวนแล้ว
“การบรรลุทางด้านความเร้นลับของกฎเกณฑ์ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน” ตงป๋อเสวี่ยอิงเอ่ยพึมพำ
เมื่อทางด้านความเร้นลับของกฎเกณฑ์สำเร็จถึงขั้นรวมเป็นหนึ่ง โดยทั่วไปต่างก็เป็นก้าวแรกของชั้นที่สามของเจดีย์ดาว! ถึงอย่างไรระดับความยากของการเป็น ‘เทพอากาศ’ นั้นก็สูงยิ่ง ดังเช่นศิษย์อาภรณ์ทองจำนวนมากต่างก็ค้างอยู่ที่จุดคอขวดเป็นระยะเวลาเนิ่นนาน
เหตุผลที่ผางอี ผู้ครองชิง และจ้าวอเวจีต่างก็กลายเป็นเทพอากาศได้นั้น หนึ่งก็คือระยะเวลาในการบำเพ็ญของพวกเขานานพอ สองก็คือพวกเขาต่างก็นับได้ว่ามีพรสวรรค์ในการหยั่งรู้ค่อนข้างสูง แต่ว่าอยากจะไปถึงขั้นรวมเป็นหนึ่งนั้นเห็นได้ชัดว่ามิได้ง่ายดายเช่นนั้นเสียแล้ว ตอนนี้ทั้งจักรวาลภูมิลำเนาในยุคนี้… นอกจากตงป๋อเสวี่ยอิงแล้วก็มีเพียงแค่จักรพรรดิเทพคมมีดโลหิตที่เหยียบย่างเข้าสู่ขั้นรวมเป็นหนึ่งแล้ว
“ดูเหมือนว่าท่านอาจารย์จะเชี่ยวชาญระบบทิพย์มากกว่า” ตงป๋อเสวี่ยอิงส่ายศีรษะแล้วก็ยืดกายลุกขึ้นก้าวเข้าไปในห้องเงียบเพื่อบำเพ็ญต่อไปทันที
จักรวาลภูมิลำเนาของพวกเขา
ในประวัติศาสตร์มียุคที่เปล่งประกายปรากฏอยู่สองยุค หนึ่งก็คือยุคของจอมกระบี่ อีกหนึ่งก็คือยุคนี้ของตน ก็สามารถนับได้ว่าค่อนข้างเจิดจรัสทีเดียว! แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วยุคนี้ของตนก็ยังอ่อนแอกว่าอยู่เล็กน้อย ตนเองอ่อนแอกว่าจอมกระบี่เป็นอย่างมาก ท่านอาจารย์จักรพรรดิเทพคมมีดโลหิตก็อ่อนแอกว่าจอมมารอยู่มากเช่นเดียวกัน จอมมารนั้นกลายเป็นขั้นรวมเป็นหนึ่งตอนอยู่ในจักรวาลภูมิลำเนา หลังจากไปถึงวังทวีสูญแล้วก็กวาดผ่านขั้นรวมเป็นหนึ่ง หลังจากนั้นก็กลายเป็นขั้นอลวนแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการหยั่งรู้ของท่านอาจารย์จักรพรรดิเทพคมมีดโลหิตก็อ่อนแอกว่าจอมมารอยู่พอสมควรจริงๆ ส่วนตนเองก็ยังสามารถหาเหตุผลได้บ้าง… ระยะเวลาในการบำเพ็ญสั้น! แต่คิดๆ ดูแล้วจอมกระบี่นั้นสามารถบำเพ็ญไปถึงขั้นอลวนได้ตั้งแต่อยู่ในจักรวาลภูมิลำเนา เมื่อมาถึงวังทวีสูญก็มิได้ล้มเหลวในการขัดเกลาแต่อย่างใด ก็กลายเป็นเทพจักรวาลแล้ว!
ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ล้ำเลิศร้ายกาจขั้นรวมเป็นหนึ่งระดับชั้นที่เจ็ด เมื่อดู ‘จอมกระบี่’ แล้วก็ยังรู้สึกว่าห่างชั้นกันอยู่มากทีเดียว
******
การปลีกวิเวกบำเพ็ญในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะออกมากลางคันอยู่เป็นระยะๆ หรือแม้กระทั่งเคยไปพลิกอ่านตำราที่ตำหนักหมื่นรูป แต่ระยะเวลาในการบำเพ็ญก็ยังเป็นการบำเพ็ญที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ต่อเนื่องกันนานถึงสามหมื่นล้านปีเศษ
ภายในห้องเงียบ
ตงป๋อเสวี่ยอิงอาภรณ์ขาวนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น ตลอดร่างบริสุทธิ์ไร้มลทิน ร่างกายของเขาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นโปร่งแสง โปร่งแสงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนในท้ายที่สุดก็เลือนหายไปโดยสมบูรณ์ ผ่านไปชั่วขณะ บนเบาะรองนั่งดิ้นเงินก็มีตงป๋อเสวี่ยอิงอาภรณ์ขาวกึ่งโปร่งแสงปรากฏขึ้นแล้วค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับคืนสู่ความปกติ
“เคล็ดวิชาภาพวาดทั้งสี่ของจักรพรรดิเก้าเมฆาช่างยากเย็นเกินไปเสียแล้ว” ตงป๋อเสวี่ยอิงลืมตาขึ้นแล้วขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า
จักรพรรดิเก้าเมฆาทิ้งภาพวาดเอาไว้สี่ภาพ สามภาพแรกนั้นเสร็จสมบูรณ์ ส่วนภาพพที่สี่นั้นเป็นภาพที่ยังไม่เสร็จสิ้น
ภาพวาดภาพแรก… ก็ทำให้ตนสำเร็จพื้นฐานของส่วนประกอบห้วงอากาศ จนกระทั่งสามารถสอดแนม ‘โลก’ ระดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีกได้ ทำให้ตนนำไปสู่การตระหนักรู้การส่งถ่ายผ่านระยะทางอันไกลโพ้น
ดังนั้นตลอดระยะเวลาในการบำเพ็ญอันยาวนาน ก็ย่อมสามารถตั้งใจบำเพ็ญวิชาลับผู้ท่องได้ วิชาลับผู้ท่องเป็นสิ่งที่บรรพชนห้วงอากาศคิดค้นขึ้น ใช้พลังของอากาศอันสับสนอลหม่านมาวิวัฒน์ตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่แตกต่างก็นำไปสู่จุดหมายเพียงหนึ่งเดียว จักรพรรดิเก้าเมฆา ผู้แกร่งกล้าที่สุดในด้านอากาศแห่งยุคโลกทิพย์โบราณดั้งเดิมผู้นี้ ถึงแม้ว่าเส้นทางของเขาจะแตกต่างกับบรรพชนห้วงอากาศอยู่บ้าง แต่การยกระดับของวิชาลับผู้ท่องทำให้ตงป๋อเสวี่ยอิงยิ่งสามารถเข้าใจในศาสตร์ลับสี่ภาพวาดอันลึกลับนั้นได้มากขึ้นอย่างแท้จริง
การบำเพ็ญภาพวาดทั้งสี่ก็มีส่วนช่วยในการหยั่งรู้วิชาลับผู้ท่องเช่นกัน
ตอนนี้
วิชาลับผู้ท่องก็ยกระดับไปถึงชั้นที่สี่สิบหกแล้ว! แต่ชั้นที่สี่สิบเอ็ดจนถึงชั้นที่ห้าสิบนั้นต่างก็เท่ากับขั้นอลวน เมื่อเทียบกันแล้วระดับขั้นก่อนหน้าก็ง่ายกว่า ยิ่งเป็นระดับขั้นท้ายๆ ก็ยิ่งยากขึ้น
“ภาพวาดภาพที่สองและภาพวาดภาพที่สามนี้ช่างยากเสียเหลือเกิน” ตงป๋อเสวี่ยอิงส่ายศีรษะ “บางทีข้าอาจต้องทำให้วิถีผู้ท่องอากาศไปถึงขั้นเทพจักรวาลจึงจะมีหวังที่จะสำเร็จได้กระมัง”
ภาพวาดภาพที่สอง มีเป้าหมายก็คือร่างกาย ‘กลายเป็นอากาศธาตุ’ ร่างกายก็จะยิ่งเชี่ยวชาญ ‘การกลายเป็นอากาศธาตุ’ มากขึ้นเรื่อยๆ ตามพลังยุทธ์ที่ยกระดับขึ้นของผู้ท่องอากาศ สามารถลดทอนการโจมตีของศัตรูลงไปได้เป็นอย่างมาก อ้างอิงจากเป้าหมายของวิถีผู้ท่องอากาศ… จุดสูงสุดของการกลายเป็นอากาศธาตุก็คือร่างกายกลายเป็นรากฐานของอากาศอันสับสนอลหม่านราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตนเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของอากาศอันสับสนอลหม่าน
มิได้หมายถึงอากาศปกติธรรมดา หากแต่เป็นรากฐานของทั้งอากาศอันสับสนอลหม่าน ก็คือสิ่งมีชีวิตที่เป็นพวก ‘เงามืด’ เหล่านั้น
สงครามของเหล่าผู้แกร่งกล้า จะต่อสู้กันอย่างไร ต่างก็ต้องอยู่ภายในอากาศอันสับสนอลหม่าน มิได้ออกไปจากอากาศอันสับสนอลหม่าน สัมผัส ‘โลกระดับขั้นที่สูงขึ้นอีก’ ดังนั้นพอกลายเป็นอากาศธาตุ สามารถกลายเป็นรากฐานของอากาศอันสับสนอลหม่านราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นนั้นศัตรูก็ย่อมสังหารตนมิได้อยู่แล้ว!
“แต่ท่านอาจารย์ของข้าก็ยังถูกจอมเทพศักดิ์สิทธิ์สังหาร” ตงป๋อเสวี่ยอิงส่ายศีรษะ “การโจมตีของจอมเทพศักดิ์สิทธิ์นั้น ต่อให้ตนหลอมรวมกับรากฐานของอากาศอันสับสนอลหม่าน ก็ยังสามารถฉีกทึ้งได้เช่นเดียวกันหรือ”
เป็นถึงผู้แกร่งกล้าที่สุดอย่างจอมเทพศักดิ์สิทธิ์ พลังยุทธ์เหนือกว่าที่ตนจะสามารถคาดการณ์ได้ รู้เพียงว่าภาพวาดภาพที่สอง และภาพวาดภาพที่สามต่างก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งจักรพรรดิเก้าเมฆาซึ่งเป็นผู้คิดค้นก็ยังถูกทำร้ายอย่างสาหัส แล้วดับสูญไปในท้ายที่สุด
ภาพวาดภาพที่สาม…
เป้าหมายก็คือการควบคุมอากาศ ผู้ท่องอากาศก็เชี่ยวชาญในการควบคุมห้วงอากาศ กระทั่งไปถึงระดับเทพจักรวาล สามารถทำการเคลื่อนย้ายผ่านห้วงอากาศไปยังระยะทางที่ห่างไกลได้เลยทีเดียว! แต่เป้าหมายของภาพวาดภาพที่สามนี้มิใช่เช่นนี้ หากแต่เป็นการไขว่คว้าอนุภาคขนาดเล็กที่สุด ก็จะสามารถควบคุม ‘ทรงกลมหมอกดำ’ ที่ประกอบขึ้นจากเงามืดที่เป็นพื้นฐานที่สุดของอากาศอันสับสนอลหม่าน การจะควบคุมให้พวกมันแยกออกจากกัน ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป ทำให้ตนเองสามารถเข้าใจ ‘โลกในระดับที่สูงขึ้น’ ได้อย่างลึกล้ำมากยิ่งขึ้น
“ภาพวาดสองภาพก็หมายถึงสองด้าน การกลายเป็นอากาศธาตุไปถึงขั้นสูงสุด และการควบคุมอากาศไปถึงขั้นสูงสุด” ตงป๋อเสวี่ยอิงเป็นผู้ท่องอากาศขั้นอลวน แต่ก็ยังบำเพ็ญภาพวาดทั้งสองภาพนี้ไปจนถึงระดับที่ประสบความสำเร็จเล็กน้อย แต่ต้องการจะ ‘ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่’ นั้น เขาถามตนเอง เกรงว่าจะต้องเป็นเทพจักรวาลก่อนจึงจะมีหวัง
ยากนัก!
สำหรับภาพวาดภาพที่สี่นั้น…จักรพรรดิเก้าเมฆาก็ยังมิได้คิดค้นออกมาเลย! เป็นเพียงแค่ภาพวาดที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เท่านั้น ตนเองก็ยิ่งดูไม่เข้าใจ
ถ้าหากลำพังแค่บำเพ็ญไปถึงวิชาลับผู้ท่องชั้นที่สี่สิบหก ในด้านร่างกายกลายเป็นอากาศธาตุและทางด้านการควบคุมอากาศก็ไม่เทียบเท่าตน ศาสตร์ลับที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ของจักรพรรดิเก้าเมฆาศาสตร์นี้ช่างร้ายกาจอย่างแท้จริง
……
“ครืน…”
ประตูศิลาเปิดออก ตงป๋อเสวี่ยอิงเดินออกมาจากห้องเงียบ พร้อมกันนั้นก็ส่งสารไปให้บรรพชนเทียนอวี๋ “ท่านบรรพชน สามารถเปิดตำหนักที่สิบสามได้แล้วขอรับ”
“ดี” บรรพชนเทียนอวี๋หัวเราะ
ตงป๋อเสวี่ยอิงบรรลุเป็นขั้นอลวน ใช้เวลาสามหมื่นล้านปีเศษในการรวบรวมการยกระดับ ในบรรดาขั้นอลวนจำนวนมากมาย นี่ก็นับได้ว่าสั้นแล้ว
……
“หง่าง… หง่าง… หง่าง… ”
เสียงระฆังของตำหนักทวีสูญดังขึ้น ก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทวีสูญ
บรรดาศิษย์จำนวนมากต่างก็เดาออกว่าคราวนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นการฉลองที่ผู้อาวุโสตงป๋อได้เลื่อนเป็น ‘ขั้นอลวน’ การฉลองที่ได้เป็นขั้นอลวนเป็นเพียงแค่สิ่งที่จัดขึ้นเป็นการภายในเท่านั้น ถ้าหากกลายเป็นเทพจักรวาล นั่นก็จะจัดการกันอย่างเอิกเกริก ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งต่างก็ต้องส่งผู้แกร่งกล้ามาเข้าร่วมการเฉลิมฉลอง
เพียงไม่นาน ข่าวลือก็แพร่สะพัดออกไป
‘ตำหนักโลกเทียม’ ตำหนักที่สิบสามภายใต้วังทวีสูญ มี ประมุขตำหนักวารีสวรรค์ก็คือตงป๋อเสวี่ยอิง! นอกจากนี้วังทวีสูญได้เริ่มก่อสร้างเมืองอลหม่านแห่งที่สิบสาม…‘เมืองโลกเทียม’ นอกจากนี้ยังจะก่อสร้างคูเมืองที่ต่อเนื่องกับเมืองอลหม่านอื่นๆ นี่เป็นโครงการใหญ่โครงการหนึ่ง เมื่อใดที่ก่อสร้างสำเร็จ ตงป๋อเสวี่ยอิงก็ต้องจัดร่างแปรร่างหนึ่งของตนมารักษาการณ์ที่เมืองโลกเทียม ตามปกติก็ต้องเข้าสู่การจำศีล
ยามที่จำศีลนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่สิ้นเปลืองพลังจิต
“น้องตงป๋อ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วล่ะนะ”
“พวกเราต่างก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่ง เป็นขั้นอลวน บำเพ็ญหลายหมื่นล้านปี น้องตงป๋อก็สามารถมีพลังยุทธ์ได้ถึงเพียงนี้”
“ใช่ๆๆ ให้พวกเราได้เห็นกันหน่อยว่าที่แท้แล้วขั้นรวมเป็นหนึ่งระดับชั้นที่เจ็ดนั้นล้ำเลิศสักเพียงใด”
“ก่อนหน้าเจ้า วังทวีสูญของข้าก็ยังไม่เคยมีขั้นรวมเป็นหนึ่งระดับชั้นที่เจ็ดมาก่อนเลย ได้ยินก็แต่แดนทิพย์เหยากวงและเมืองราชันย์มีดคุยโวอยู่บ่อยๆ”
เหล่าประมุขตำหนักวารีสวรรค์กลุ่มหนึ่งซึ่งส่วนมากล้วนเป็นร่างแปร ทะยานข้ามเวหาไปทางเดียวกับตงป๋อเสวี่ยอิง เหินทะยานไปทางเจดีย์ดาว ร่างจริงของบรรดาประมุขตำหนักวารีสวรรค์เหล่านี้ส่วนมากยังอยู่ที่ชายขอบของห้วงอากาศไม่กล้าจากมา
“วางใจได้ วางใจได้ ข้าต้องพยายามอย่างสุดกำลังแน่” ตงป๋อเสวี่ยอิงพูด
“เจ้าลัทธิภาพจิตเป็นขั้นอลวน ปลีกวิเวกหนึ่งแสนสามหมื่นล้านปีก็ได้เป็นชั้นที่แปดขั้นสุดยอด จักรพรรดิจิ้นอี๋แห่งแดนทิพย์เหยากวงก็เจิดจรัสยิ่งกว่า เพียงแค่แปดพันล้านปีเศษเท่านั้นก็ไปถึงชั้นที่แปดขั้นสุดยอดแล้ว ตอนนี้พวกเขาสองคนต่างก็เป็นระดับชั้นที่เก้าของเจดีย์ดาว”
“ใช่ๆ เจ้าก็อย่าได้น้อยหน้าพวกเขาล่ะ”
บรรดาประมุขตำหนักวารีสวรรค์ที่อยู่ข้างๆ ต่างก็พูดขึ้น
“เอาล่ะ ทุกท่าน เช่นนั้นข้าก็ขอเข้าไปก่อนล่ะนะ” ตงป๋อเสวี่ยอิงห่างออกไปไกลแล้วก็กลายร่างเป็นบำแสงสายหนึ่ง บินตรงเข้าไปในประตูทางเข้าของเจดีย์ดาวอย่างรวดเร็ว
…………………………………………….

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด