War sovereign Soaring The Heavens ตอนที่ 2943

อ่านนิยายจีนเรื่อง War Sovereign Soaring The Heavens ตอนที่ 2943 3Novel | อ่านนิยายออนไลน์ นิยายแปลไทย อ่านนิยายฟรี.

ตอนที่ 2,943 : ตำหนักจวี้หยวน
 
เนื่องจากต้วนหลิงเทียนได้คว้าสิทธิ์ที่ 2 ในการเข้าสู่แดนสวรรค์ใต้โบราณระดับต่ำมาแล้ว การประลองสวรรค์ใต้หลังจากนั้นก็ทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น
 
แม้แต่บุตรชายคนที่ 5 ของเจ้าเมืองตู้อวิ๋น หวงเจียเชา ก็ขึ้นท้าประลองจนในที่สุดก็ชิงตำแหน่งเจ้าสังเวียนมาได้สำเร็จ
 
ถึงแม้พลังฝีมือของหวงเจียเชาจะไม่แข็งแกร่งเท่าหวงเจียหลง แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่ยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดธรรมดาๆจะเทียบได้
 
ที่น่าสนใจก็คือหลังจากที่ต้วนหลิงเทียนกับหวงเจียเชาได้รับสิทธิ์แล้ว ภายในวันเดียวกันนั้นก็มีผู้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าแดนสวรรค์ใต้โบราณเพิ่มอีกคน
 
และคนๆนี้ก็เป็นเหมือนต้วนหลิงเทียน คือไม่มีใครรู้จัก
 
ที่สำคัญนางยังเป็นสตรีนางหนึ่งที่มีรูปร่างงหน้าตางดงามปานบุปผา ยังงดงามยิ่งกว่าเหอเชี่ยนลูกสาวของผู้นำตระกูลเหอแห่งเมืองเป่ยหยวนเสียอีก
 
แน่นอนว่าในสายตาต้วนหลิงเทียนแล้ว สตรีนางนี้ก็แค่ดูดีเท่านั้น
 
ไม่ต้องยกไปเปรียบเทียบกับฮ่วนเอ๋อที่งามเกินคำบรรยายด้วยซ้ำ เอาแค่ให้เทียบกับภรรยาทั้งสองอย่าง เค่อเอ๋อ ลี่เฟย หรือสตรีคนรักอย่างเฟิ่งเทียนหวู่ นางก็ยังห่างชั้นอยู่หลายขุม
 
‘ยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุด มีอุปกรณ์อมตะระดับราชาไว้ในครอบครอง แถมไม่เป็นที่รู้จัก…เห็นได้ชัดว่าสตรีนางนี้ไม่ได้มีพื้นเพอยู่ในประเทศฝูชิวแน่นอน อาจเป็นแค่ผู้ฝึกตนพเนจรหรือได้อาจารย์ดี…’
 
ต้วนหลิงเทียครุ่นคิดในใจขณะมองสตรีนางนั้น เหินร่างกลับมายังอัฒจันทร์ที่นั่งหลังเดียวกับเขาหลังได้รับชัยชนะอย่างไร้ผู้ใดกังขา จนได้สิทธิ์เข้าสู่แดนสวรรค์ใต้โบราณระดับต่ำไปครอง
 
จากนั้นเขาก็พบว่าสตรีดังกล่าวเหินร่างไปนั่งลงข้างๆหญิงชรานางหนึ่ง ทำให้หญิงชรานางนั้นกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนขึ้นมาทันที
 
เดิมทีหญิงชรานางนี้ก็นั่งอยู่เงียบๆโดยไร้ผู้ใดสนใจมาโดยตลอด
 
ทว่าบัดนี้สตรีที่อยู่ข้างกายนางกลับแสดงพลังฝีมืออันโดดเด่น จนกระทั่งได้รับสิทธิ์ 1 ใน 9 ไปครอง ก็ทำให้นางกลับกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนขึ้นมา
 
“ราชาอมตะ 1 ต้นกำเนิด!?”
 
และเมื่อสำนึกเทวะของฮ่องเต้ฝูชิวแผ่ขยายออกไปตรวจสอบหญิงชรา มันก็ค้นพบด่านพลังฝึกกปรือของหญิงชรานางนี้ทันที
 
น่าประหลาดใจไม่น้อย หญิงชราผู้นี้ที่แท้กลับเป็นถึงราชาอมตะ 1 ต้นกำเนิด!
 
ฮ่องเต้ฝูชิวเองก็เป็นเพียงราชาอมตะ 2 ยศเท่านั้น ทำให้หญิงชราสัมผัสได้ถึงสำนึกเทวะของมันจางๆ อย่างไรก็ตามหญิงชราก็ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจเท่านั้น ไม่กล้าลงมือทำอะไร
 
เพราะฮ่องเต้ฝูชิวไม่เพียงแต่จะเป็นราชาอมตะ 2 ยศที่มีด่านพลังฝึกปรือเหนือนางขั้นหนึ่ง หากทว่าฮ่องเต้ฝูชิวคนนี้ ให้เทียบกันในบรรดาราชาอมตะ 2 ยศแล้ว ก็จัดว่าอยู่ในชนชั้นยอดฝีมือคนหนึ่ง!
 
ทุกคนชมการประลองไปเพลินๆ รู้ตัวอีกทีฟ้าก็มืดแล้ว
 
เช่นนั้นการประลองสวรรค์ใต้ของวันนี้จึงจบลง
 
และวันนี้ก็มีผู้ได้รับสิทธิ์เข้าสู่แดนสวรรค์ใต้โบราณระดับต่ำด้วยกันถึง 3 คน เช่นนั้นหากรวมกับเมื่อวาน ก็เท่ากับว่ามีผู้ได้รับสิทธิ์ไปแล้วทั้งสิ้น 4 คน…
 
สิทธิ์ในการเข้าสู่แดนสวรรค์ใต้โบราณระดับต่ำในปัจจุบัน คงเหลืออีกเพียง 5 สิทธิ์เท่านั้น!
 
“คุณชายต้วน ในฐานะผู้ฝึกตนพเนจรที่ได้รับสิทธิ์เข้าสู่แดนสวรรค์ใต้โบราณระดับต่ำ ท่านสามารถไปพักอาศัยอยู่ในตำหนักจวี้หยวนของพระราชวังฝูชิวเราเพื่อบ่มเพาะฝึกฝน จนกว่าจะถึงวันออกเดินทางไปยังแดนสวรรค์ใต้โบราณ”
 
และทันทีที่การประลองสวรรค์ใต้วันนี้จบลง ขันทีคนหนึ่งก็ได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ฝูชิวให้มาตามหาต้วนหลิงเทียน
 
“ตำหนักจวี้หยวนงั้นรึ?”
 
ในช่วงกลางคืนนั้น ต้วนหลิงเทียนก็พักอาศัยอยู่ในพระราชวังหลวงด้วยเช่นกัน หากแต่เป็นที่พักทั่วไปซึ่งทางวังจัดให้พักเป็นการชั่วคราวเท่านั้น
 
พอได้ยินคำพูดของขันทีที่พึ่งมาหา แม้ต้วนหลิงเทียนจะพึ่งเคยได้ยินคำว่าตำหนักจวี้หยวนเป็นครั้งแรก แต่เขาก็เดาได้ไม่ยาก ว่าสมควรเป็นสถานที่อันมีสภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะที่ดีของวังหลวง
 
“คุณชายต้วน…ท่านมิใช่คนของประเทศฝูชิวเราหรือ?”
 
ได้ยินคำถามดังกล่าวของต้วนหลิงเทียน ขันทีก็ตกใจอยู่บ้าง
 
“เจ้าถามทำไม?”
 
ต้วนหลิงเทียนย่อมบังเกิดความสนใจในตำหนักจวี้หยวนที่ว่าขึ้นมาทันที เพราะท่าทางจะเป็นอะไรที่คนในประเทศฝูชิวรู้จักกัน
 
“ตำหนักจวี้หยวนของพระราชวังหลวง ย่อมเป็นสถานที่บ่มเพาะที่ดีที่สุดสำหรับคนนอกตระกูลราชวงศ์ในประเทศฝูชิว…ภายในลานแต่ละแห่งในเขตตำหนักนั้น มีค่ายกลที่ชักนำพลังวิญญาณฟ้าดินจากสายแร่ผลึกอมตะระดับกลางแห่งเดียวของประเทศฝูชิวเราจัดตั้งเอาไว้”
 
ขันทีกล่าว “เช่นนั้นแล้วขอเพียงเป็นคนในประเทศฝูชิวเรา ย่อมไม่มีผู้ใดไม่รู้จักตำหนักจวี้หยวน”
 
“อ้อ แบบนี้นี่เอง”
 
ต้วนหลิงเทียนรู้ได้ทันทีว่าตัวเองเดาถูก
 
จากนั้นเขากับหลิวก่วงหลิน ก็พอกันเดินตามขันทีคนดังกล่าวไปยังตำหนักจวี้หยวนที่ว่าทันที
 
ตำหนักจวี้หยวนนั้น ก็เป็นตำหนักที่งดงามหลังหนึ่ง แลดูหรูหรากว่าตำหนักหลังอื่นๆในพระราชวังหลวงอยู่บ้าง ภายในตำหนักก็มีพื้นที่ส่วนตัว และมีลานว่างแยกพักให้ไม่แออัด
 
ถึงแม้ว่าที่พักพร้อมลานส่วนตัวจะมีขนาดไม่ใหญ่โตอะไรมากมาย แต่ข้าวของเครื่องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครัน นอกจากห้องนอนสองห้องแล้ว ลานเล็กๆที่ว่าก็มีแปลงดอกไม้แล้วสระน้ำขนาดย่อม
 
นอกจากนั้นแต่ละลานที่พักยังมีขันทีและนางกำนัลคอยรับใช้อย่างไม่ขาดตกพกพร่อง
 
“นี่คือที่พักสำหรับคุณชายต้วน”
 
ขันทีที่เดินนำต้วนหลิงเทียนมาถึงตำหนักจวี้หยวน พอเดินมาถึงลานหลังหนึ่ง มันก็ผายมือแนะนำต้วนหลิงเทียน จากนั้นก็หันไปกำชับนางกำนัลที่รออยู่ด้านข้างให้รับใช้ต้วนหลิงเทียนให้ดี
 
จากนั้นต้วนหลิงเทียนก็เดินตามนางกำนัล ที่รับหน้าที่ดูแลรับใช้เขาเข้าไปในลานที่พัก
 
และหลังสอบถามเรื่องราววจากนางกำนัล ต้วนหลิงเทียนจึงได้รับทราบว่า…
 
นางกำนัลนั้นมีหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ผู้ที่เข้าพักในลาน ส่วนขันทีนั้นจะคอยเป็นธุระจัดการเรื่องราวภายนอกให้ผู้เข้าพัก
 
หลังจากเข้าที่พักแล้ว ต้วนหลิงเทียนก็หันไปโบกมือให้นางกำนัลออกไปได้ ก่อนจะหันไปกำชับหลิวก่วงหลินว่า “ก่วงหลินข้าจะปิดด่านบ่มเพาะสักพักเพื่อดูว่าจะทะลวงจุดรอคอยได้ไหม…หากไม่มีเรื่องสำคัญอะไร ช่วงนี้ก็อย่าให้ใครมารบกวนข้า”
 
“ขอรับนายท่าน”
 
ได้ยินคำสั่งของต้วนหลิงเทียน หลิวก่วงหลินก็ขานรับอย่างเชื่อฟัง จากนั้นเมื่อเห็นต้วนหลิงเทียนเข้าห้องไปแล้ว หลิวก่วงหลินก็ออกไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้าในลานด้านหน้า แล้วก็หลับตาบ่มเพาะพลังมันตรงนั้น
 
มันไม่ได้ปิดด่านบ่มเพาะแต่อย่างใด เพียงบ่มเพาะพลังพลางเฝ้าอารักขาต้วนหลิงเทียนไม่ให้ใครเข้าไปกวนเท่านั้น
 
แน่นอนว่าถึงจะเป็นในลานด้านหน้า หากแต่พลังวิญญาณฟ้าดินก็ไม่ได้น้อยกว่าในเรือนที่พักมากมายอะไร
 
ด้านต้วนหลิงเทียนหลังเข้าห้องมาแล้ว เขาก็จัดตั้งค่ายกลปิดกั้นไม่กี่ค่าย เพื่อกันไม่ให้พลังวิญญาณฟ้าดินจากภายในห้องเล็ดรอดออกไปด้านนอก จากนั้นก็นำผลึกเทพที่ฮ่วนเอ๋อทิ้งไว้ให้ออกมา
 
ด้วยมีผลึกเทพ ภายในห้องก็อุดมไปด้วยพลังวิญญาณฟ้าดินทันที ทำให้ต้วนหลิงเทียงได้รับสภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะที่ดีที่สุด
 
ถึงแม้สภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะของเรือนที่พักในตำหนักจวี้หยวนจะดี แต่ก็ดีไม่เท่าสภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะที่เกิดจากไอพลังวิญญาณฟ้าดินที่เอ่อล้นออกมาจากผลึกเทพของฮ่วนเอ๋อ
 
และเนื่องจากได้รับสิทธิ์ในการเข้าสู่แดนสวรรค์ใต้โบราณระดับต่ำมาแล้ว ต้วนหลิงเทียนก็ไม่คิดจะไปชมดูงานประลองสวรรค์ใต้สืบไป
 
ด้านการประลองสวรรค์ใต้ เมื่อดำเนินถึงวันที่ 5 ในที่สุดก็ยุติลง
 
ในวันที่ 3 ของการประลองสรรค์ใต้ องค์ชาย 4 ของประเทศฝูชิวในที่สุดก็ลงมือ และชิงสิทธิ์มาได้อีกสิทธิ์
 
นอกจากนั้นยังมีคนจากนิกายหนึ่งในประเทศฝูชิว ได้รับไปอีกสิทธิ์
 
พอมาถึงการประลองในวันที่ 4 หวงเจียหลงที่หายจากอาการบาดเจ็บหลังถูกต้วนหลิงเทียนซัดโดยสมบูรณ์ ก็ลงประลองและคว้าอีกสิทธิ์มาได้สำเร็จ
 
ในวันที่ 5 อีก 2 สิทธิ์สุดท้ายก็มียอดฝีมือสองคนได้รับไป
 
เช่นนั้นกล่าวได้ว่าการประลองสวรรค์ใต้ ก็ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
 
ถึงแม้ว่าการประลองสวรรค์ใต้จะจบลงไปแล้ว แต่ผู้คนในเมืองหลวงของประเทศฝูชิวก็ยังคงพูดจ้อถึงเรื่องราวการประลองในครั้งนี้กันไม่หยุด หัวข้อก็วนเวียนอยู่กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ทั้ง 9
 
ในบรรดาคนที่ถูกพูดถึงนั้น ต้วนหลิงเทียนเรียกว่ามีคนให้ความสนใจมากที่สุด
 
นั่นเพราะต้วนหลิงเทียนทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเกินไป ทำให้ทุกคนตกตะลึงครั้งใหญ่จริงๆ และมีภาษีเหนือกว่าอีก 8 คนที่เหลือมาก
 
กระทั่งการประลองขององค์ชาย 4 แห่งประเทศฝูชิว ยังถูกการประลองของต้วนหลิงเทียนกลบรัศมีเสียมิด!
 
“ให้มองไปทั่วประเทศฝูชิวเรา นายน้อยเมืองตู้อวิ๋น หวงเจียหลง ผู้นั้นกล่าวได้ว่ามีพลังฝีมือติด 3 อันดับแรกของตัวตนขอบเขตยอดเซียนอมตะก็ไม่ผิด แต่ไม่คิดเลยว่าพลังฝีมือนั้นยังห่างไกลจากต้วนหลิงเทียนหลายขุม!”
 
“นั่นสิ การลงมือเต็มกำลังของหวงเจียหลง ไม่อาจฝ่าการป้องกันของต้วนหลิงเทียนเข้าไปได้ด้วยซ้ำ แต่พอถึงตาต้วนหลิงเทียนลงมือ เปรี๊ยงเดียวเท่านั้นแหล่ะ รู้เรื่อง! หวงเจียหลงไม่เพียงปลิวละลิ่วไปนู่นยังถึงกับสลบไสลไม่ได้สติ โหดแท้ๆ!”
 
“ใช่ วันนั้นข้าเองก็นั่งดูการประลองอยู่ด้วย การป้องกันของต้วนหลิงเทียนผู้นั้นบอกตรงๆ โคตรน่ากลัวยิ่ง! และมิใช่แค่ป้องกันเก่งอย่างเดียวนะ การโจมตีนี่…บอกตรง ทำเอาข้าพเจ้าถึงกับขนลุกซู่เลยทีเดียว! พี่แกฟาดออกมาพลองเดียวเท่านั้นล่ะ หวงเจียหลงถึงกับจอดไม่ต้องแจว!!”
 
“ต้วนหลิงเทียนผู้นั้นช่างร้ายกาจยิ่งนัก มิทราบมันเป็นใครมาจากไหนกันแน่….”
 
“นั่นสิ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ลองหยิบควักอุปกรณ์อมตะระดับราชาออกมาใช้ 2 ชิ้นได้หน้าตาเฉย ก็บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาชัดเจน”
 

 
ถึงแม้วันต่อๆมาเรื่องราวที่ต้วนหลิงเทียนเอาชนะหวงเจียหลงได้ในกระบวนเดียวจะค่อยๆซาลง แต่อย่างไรเสีย ก็ยังเป็นหัวข้อสนทนา 6-7 ส่วนของเมืองหลวงอยู่ดี
 
นั่นเพราะผลงานของต้วนหลิงเทียนมันโดดเด่นเกินไป เรียกว่าเจิดจ้าจนตาแทบบอด!
 
เป็นธรรมดาว่าคนอื่นๆก็ถูกกล่าวถึงเช่นกัน
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หูจี้หย่ง องค์ชาย 4 ของประเทศฝูชิว แม้ครั้งนี้จะถูกต้วนหลิงเทียนกลบรัศมีไปเสียมิด แต่พลังฝีมือที่เผยออก ก็นับว่ากล้าแข็งสุดที่ผู้ใดนอกจากต้วนหลิงเทียนจะเทียบได้จริงๆ กระทั่งหวงเจียหลงยังแลดูอ่อนด้อยกว่าถนัดตา
 
และหวงเจียหลงก็เป็นประเด็นสนทนาของผู้คนไม่น้อย ถึงจะแพ้พ่ายต้วนหลิงเทียน แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าพลังฝีมือของมันอ่อนด้อยแม้แต่คนเดียว ทั้งหมดคิดว่าเป็นต้วนหลิงเทียนร้ายกาจเกินไปเสียมากกว่า
 
นอกจากนี้หวงเจียเชา น้องชายของหวงเจียหลงเองก็มีคนพูดถึงไม่ขาดปาก เพราะจากฝีไม้ลายมือที่ขึ้นไปวาดลวดลายบนเวทีประลอง หากไม่นับต้วนหลิงเทียน หวงเจียหลง กับหูจี้หย่งแล้ว ก็มีอีกแค่ 2 คนเท่านั้นที่แลดูจะมีพลังฝีมือสูงกว่ามัน
 
1 ใน 2 คนที่ว่าก็มีเหอเชี่ยน บุตรีของผู้นำตระกูลเหอ ส่วนอีกคนก็เป็นสตรีผู้มีความเป็นมาลึกลับอีกคน ที่ได้รับสิทธิ์เข้าแดนสวรรค์ใต้โบราณไปในวันเดียวกับต้วนหลิงเทียนและหวงเจียเชา
 
สตรีนางนั้นมีนามว่า หูเฟยเยี่ยน!
 
“จริงสิ แม่นางหูเฟยเยี่ยนผู้นั้นก็ร้ายกาจไม่ธรรมดาเหมือนกัน แถมนางไม่เพียงแต่หน้าตาจะสวดสดงดงามกว่าเหอเชี่ยน บุตรีเจ้าเมืองเหอ…กระทั่งฝีมือของนางยังแลดูจะเหนือกว่าแม่นางเหอเสียอีก!”
 
“หูเฟยเยี่ยนผู้นี้ อยู่ๆก็โผล่มาเหมือนต้วนหลิงเทียน…ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนางมาก่อนเลย”
 
“แถมข้ายังได้ยินมาว่า หญิงชราที่มากับนาง…ยังเป็นถึงราชาอมตะ 1 ต้นกำเนิดอีกด้วย!”
 

 
ต้วนหลิงเทียนที่พึ่งออกจากการปิดด่านบ่มเพาะวันนี้ ก็ได้พาหลิวก่วงหลินมานั่งในมุมหนึ่งของโถงรวมเหลาอาหาร จึงได้ยินเรื่องราวทำนองดังกล่าวเช่นกัน
 
“ราชาอมตะงั้นรึ?”
 
ต้วนหลิงเทียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาเองก็จดจำหญิงชราที่ว่านั่นได้ เพราะยามมองไปนางก็ให้ความรู้สึกไม่ธรรมดาแก่เขา
 
แต่ไม่คิดเลยว่าที่แท้นางจะเป็นราชาอมตะคนหนึ่ง
 
ถึงแม้ว่าเรื่องนี้อาจไม่เป็นความจริง
 
อย่างไรก็ตามต้วนหลิงเทียนรู้สึกไปตามสัญชาตญาณ ว่าไม่ใช่ข่าวโคมลอยแน่นอน
 
ในโถงรวมของเหลาอาหารนั้นแม้จะมีคนพูดถึงต้วนหลิงเทียนไม่น้อย แต่ก็มีน้อยคนนักที่เข้าไปร่วมชมการประลองในวันนั้น คนส่วนใหญ่ในเหลาจึงไม่รู้จักหน้าค่าตาของต้วนหลิงเทียน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่พวกมันกำลังพูดถึง ที่แท้ก็นั่งอยู่ในมุมหนึ่งของเหลานี่เอง
 
“หืม?”
 
ทันใดนั้นเองอยู่ๆคนในโถงรวมของเหลาอาหาร ก็เหมือนจะพร้อมใจกันเงียบเสียง
 
ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนบังเกิดความสงสัย พอมองไปก็พบว่าบัดนี้ทุกคนกำลังหันมองไปทางประตูหน้าเหลา จากนั้นก็มีเสียงกล่าวต้อนรับด้วยความสุภาพหนึ่งดังขึ้น
 
“นายน้อยเจ้าเมือง เชิญด้านนี้ขอรับ”
 
พอต้วนหลิงเทียนหันไปมองตามสายตาคนในเหลา ก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาในชุดผ้าแพรสวมชุดคลุมหรูคลุมทับ ก้าวอาดๆเข้ามาในเหลาด้วยท่าทางองอาจปานพยัคฆ์

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด