ราชันเร้นลับ 893 : พืชคล้ายเส้นผม

อ่านนิยายจีนเรื่อง Lord of the Mysteries ราชันย์เร้นลับ ตอนที่ 893 : พืชคล้ายเส้นผม 3Novel | อ่านนิยายออนไลน์ นิยายแปลไทย อ่านนิยายฟรี.

ราชันเร้นลับ 893 : พืชคล้ายเส้นผม
สำหรับคดีฆ่าตัวตายของคารอน บุคคลที่สนใจมากที่สุดย่อมต้องเป็น ‘จัสติส’ ออเดรย์ แต่เธอเองก็ทราบมาว่าฟอร์สอยากรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไม่ต่างกัน จึงยังไม่ได้ถามออกไป ทำเพียงนั่งรออย่างใจเย็น รอให้นักเขียนนิยายขายดีเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม
ผ่านไปเพียงหนึ่งถึงสองวินาที ฟอร์สมองไปทางขอบโต๊ะด้านหน้าเกอร์มัน·สแปร์โรว์ กล่าวหลังจากเรียบเรียงคำพูด
“สรุปแล้วเป็นฝีมือใคร?”
ไคลน์ที่เรียบเรียงคำพูดไว้นานแล้ว บังคับให้เดอะเวิร์ลตอบโดยไม่ลังเล
“ผู้ชักใยเบื้องหลังน่าจะเป็นที่ปรึกษาของราชวงศ์ เฮอร์วิน·แรมบิส และน่าจะเป็นคณะกรรมการของสมาคมแปรจิตด้วย”
เมื่อได้ยินประโยคครึ่งแรก ‘จัสติส’ ออเดรย์นึกถึงใบหน้าของชายชราใจดีทันที สุภาพบุรุษคนดังกล่าวมาจากตระกูลชนชั้นสูง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพิร์ธ มีความรู้กว้างขวางและลึกซึ้ง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของราชวงศ์มานานกว่าสิบปี เป็นนักวิชาการที่ทุกฝ่ายต่างสรรเสริญว่าเป็นคนดีและสุภาพบุรุษ
ก่อนหน้านี้ ออเดรย์เคยนึกสงสัยว่า คดีฆ่าตัวตายของคารอนอาจถูกชักนำโดยราชวงศ์ แต่ไม่เคยคิดว่าผู้ลงมือจะเป็นเฮอร์วิน·แรมบิสที่อ่อนโยน ใจดี และมีอารมณ์ขัน!
รอจนกระทั่งเกอร์มัน·สแปร์โรว์พูดจบ หญิงสาวมิอาจเก็บซ่อนความประหลาดใจทางสีหน้า
เฮอร์วิน·แรมบิสเป็นผู้วิเศษ? แถมยังเป็นคณะกรรมการของสมาคมแปรจิต?
หมายความว่า เขาอาจเป็นครึ่งเทพ… เราเคยเห็นเขาหลายครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนของโลกเหนือธรรมชาติ นึกว่าเป็นแค่นักวิชาการใส่ซื่อและวิสัยทัศน์กว้างไกลมาตลอด
ถ้าการผลสืบสวนของมิสเตอร์เวิร์ลไม่ผิดพลาด เราคงจินตนาการไม่ออกว่า เฮอร์วิน·แรมบิสที่ชอบช่วยเหลือผู้คนรายนั้นจะพรากพ่อไปจากลูกๆ ได้อย่างไร้ความปรานี พรากสามีไปจากภรรยา พรากบุตรชายไปจากพ่อแม่… ทั้งที่เขามักจะทำตัวเป็นผู้มีการศึกษาอยู่เสมอ… เฮ่อ การเมืองน้ำเน่าสกปรกกว่าที่เราคิดไว้มาก แม้กระทั่งพวกราชวงศ์ก็ด้วย…
จะว่าไป เราก็ไม่เคยเห็นหน้าคณะกรรมการของสมาคมแปรจิตมาก่อน ไม่เคยเห็นบุคคลเบื้องบนขององค์กร… ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่เห็นจะแตกต่างจากลัทธิชั่วร้ายอย่างชุมนุมแสงเหนือหรือนิกายวิญญาณ… ชุมนุมทาโรต์ของเราดีที่สุดแล้ว มิสเตอร์ฟูลมักคอยยับยั้งและทำลายแผนการของเทพมารอยู่เสมอ…
ขณะความคิดของ ‘จัสติส’ ออเดรย์กำลังเดือดพล่าน ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ได้กลิ่นของดินปืนจากการเมืองภายในกรุงเบ็คลันด์ ขณะเดียวกันก็พบว่ามีหลายฝ่ายกำลังพัวพัน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความลับ เต็มไปด้วยระเบิดที่รอวันปะทุ
ไม่ว่าจะชนชั้นสูง ราชวงศ์ โบสถ์วายุสลาตัน โบสถ์รัตติกาล โบสถ์จักรกลไอน้ำ เศรษฐีหน้าใหม่ สามัญชนบนขอบหน้าผา ชนชั้นรากหญ้าที่ต้องใช้ชีวิตอย่างน่าอนาถ… การเปลี่ยนแปลงของกระแสเวลาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในอดีต เราไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพียงแค่เชื่อในคำพูดของคีลิงเกอร์และ ‘หลักฐาน’ ที่มันแสดง… ยุคที่เทพองค์เก่าเริ่มเลือนหาย ยุคที่เทพองค์ใหม่ถือกำเนิดกำลังจะมาถึง กระแสแห่งประวัติศาสตร์กำลังพลุ่งพล่านสุดขีด ไหลย้อนกลับไม่ได้อีกแล้ว… อัลเจอร์ถอนหายใจเงียบ คล้ายกับกำลังมองเห็นหอระฆังสูงสไตล์โกธิก รวมถึงเห็น ‘ระฆังประกาศิต’ แขวนอยู่ด้านบน
และรอบๆ สถานที่อันโด่งดังแห่งนี้ อากาศกำลังปั่นป่วน บรรยากาศมืดสลัว คล้ายกับมีพายุกำลังก่อตัวหลายลูก
ทันใดนั้น อัลเจอร์พลันฉุกคิดบางสิ่ง
ตัวตนที่กำลังจะถือกำเนิดอาจไม่ใช่เทพองค์ใหม่… แต่เป็นเทพโบราณที่มาจากยุคสมัยอันห่างไกล…
มันเหลือบไปทางสุดขอบโต๊ะทองแดงยาวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบถอนสายตากลับ พยายามข่มจิตใจที่ยากจะสงบ
อัลเจอร์กำลังรู้สึกอย่างอธิบายไม่ถูกว่า ความทะเยอทะยานและเป้าหมายของตนในตอนแรกช่างเล็กน้อยและด้อยค่าสิ้นดี มันเคยต้องการแค่ได้เป็นอาร์ชบิชอปของโบสถ์วายุสลาตัน เป็นนักบุญซึ่งมีอำนาจสั่งการคับฟ้า กุมความลับไว้มากมาย
แต่ในเมื่อเทพองค์เก่ากำลังจะเลือนหาย เทพองค์ใหม่กำลังจะผงาดขึ้นแทน ในเมื่อมิสเตอร์ฟูลกำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์ในดินแดนดาราคืน แล้วเหตุใดเราถึงจะตั้งเป้าที่จะเป็นเทวทูตไม่ได้?
มีเพียงตัวตนระดับนี้เท่านั้นจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพของดวงวิญญาณและร่างกาย ได้รับชีวิตอันยืนยาว มีพลังวิญญาณมหาศาล กลายเป็นผู้นำองค์กรใหญ่และกุมพลังของโลกไว้ในมือ!
หลังจากความคิดมากมายแล่นผ่าน ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์พลันเกิดอาการสั่นระริกเล็กๆ จนยากจะสังเกตเห็น ความตื่นเต้นกำลังเอ่อล้นภายในใจ
แคทลียากำลังนึกถึงร่องรอยของราชินีเงื่อนงำในช่วงสองสามเดือนหลัง พบว่าอีกฝ่ายใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเบ็คลันด์
จะมีบางสิ่งปะทุขึ้นในเบ็คลันด์? คงต้องลองเขียนจดหมายไปถาม ดูว่าพระองค์ท่านจะตอบอย่างไร… แคทลียาดันแว่นตาหนาๆ ที่ดั้งจมูกขึ้น มองไปทางมิสจัสติสและสมาชิกคนอื่นๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในเบ็คลันด์
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สพอจะมีข้อมูลของคดีการฆ่าตัวตายของคารอน พอจะทราบว่าครอบครัวของเหยื่อถูกล้างสมองโดยสมบูรณ์ ทำให้ปักใจเชื่อว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของดอน·ดันเตส เมื่อลองจินตนาการว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเอง หญิงสาวพลันหวาดกลัวคณะกรรมการสมาคมแปรจิตรายนี้ขึ้นมาทันที ไม่อยากถูกล้างสมองในสักวัน ไม่อยากถูกถ่ายทอดความคิดที่ไม่ใช่ของตัวเองเข้ามา
แล้วจะแตกต่างอะไรกับหุ่นกระบอก? ลำดับสูงของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ช่างน่ากลัว… แต่เรื่องนี้ถือเป็นวัตถุดิบชั้นยอดสำหรับแต่งนิยาย… อา ในปัจจุบัน ศาสตร์การสะกดจิตค่อนข้างแพร่หลายแล้ว… เล่มต่อไป เราจะเขียนเกี่ยวกับนางเอกที่กำลังป่วย เกิดหลงรักสุภาพบุรุษรายหนึ่งและใช้การสะกดจิตเพื่อให้อีกฝ่ายตกหลุมรักตัวเอง แต่ในตอนสุดท้าย เนื้อเรื่องได้เฉลยว่า แท้จริงแล้วสุภาพบุรุษคนดังกล่าวคือนักสะกดจิตที่เก่งกาจ… ฟอร์สอ้าปากค้าง ก่อนจะหุบกลับ ไม่มีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเฮอร์วิน·แรมบิส เพราะเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่ปรึกษาราชวงศ์รายนี้เลย
การที่ไคลน์ยอมแบ่งปันข้อมูลของเฮอร์วิน·แรมบิส จุดประสงค์หลักคือการเตือนให้มิสจัสติสระวังสมาคมแปรจิต และเมื่อความต้องการบรรลุผล มันหันไปพูดกับทุกคน
“ยังมีอีกหนึ่งเรื่อง ช่วยจับตามองโจนาส·โคลเกอร์ให้ผมด้วย ชายคนนี้คือรองผู้อำนวยการของ MI9 ภายนอกระบุว่าอยู่ลำดับ 5 แต่ความจริงแล้วเป็นครึ่งเทพของเส้นทางจักรพรรดิมืด มีสัมผัสวิญญาณเฉียบแหลม สามารถตระหนักถึงการจ้องมองได้ดี”
โจนาส·โคลเกอร์… ออเดรย์ย้ำชื่อในใจ พบว่าเธอไม่รู้จักอีกฝ่ายเลยสักนิด
หากไม่ใช่เพราะแวดวงของเราและเขาไม่ซ้อนทับกันจนแทบไม่รู้จัก อย่างมากก็พยักหน้าให้กันโดยไม่ถามชื่อ ก็ต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายจงใจทำตัวไม่โดดเด่น ไม่ยอมเข้าร่วมงานเลี้ยงที่สำคัญเลยสักครั้ง… เราสามารถถามได้จากคานซ์ที่เป็นคนของ MI9 เขาต้องรู้จักผู้บังคับบัญชาของตัวเองแน่… ออเดรย์ไม่แปลกใจเรื่องที่ภายนอกโจนาสเป็นเพียงผู้วิเศษลำดับ 5 แต่แท้จริงแล้วเป็นครึ่งเทพ เพราะในฐานะเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง เรื่องแบบนี้ถือเป็นสถานการณ์ปรกติ
อัลเจอร์และแคทลียาต่างเคยได้ยินชื่อของโจนาส·โคลเกอร์อยู่บ้าง แต่ไม่มีข้อมูลในเชิงลึก ทำได้เพียงบันทึกข้อมูลใหม่เข้าไปพร้อมกับเตือนใจตัวเองว่า เมื่อพบบางสิ่งที่เกี่ยวข้องในอนาคต ต้องคอยระวังตัวให้ดี
เมื่อเห็นว่ามิสเตอร์เวิร์ลไม่แบ่งปันสิ่งใดต่อ ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคเป็นฝ่ายเปิดปากเล่า
“ผมได้เพื่อนใหม่แล้ว”
มันเว้นวรรคเล็กน้อย ก่อนจะเข้าประเด็นหลัก
“หนึ่งในขอบเขตการลาดตระเวนที่เขารับผิดชอบคืออนุสาวรีย์บรรจุศพของอดีตเจ้าเมือง เขาบอกกับผมว่า หกสภาอาวุโสยังมิได้เปิดประตูลงไปยังใต้ดิน… แต่ที่น่าแปลกก็คือ ตามรอยแยกของหินชั้นนอกของอนุสาวรีย์บรรจุศพ มีต้นไม้ประหลาดๆ สีเขียวงอกขึ้น ลักษณะคล้ายกับเส้นผมของมนุษย์”
จากบรรดาหกสภาอาวุโส สามคนในนั้นเป็นครึ่งเทพ และแม้ว่าทั้งสามจะออกไปสำรวจข้างนอกจนไม่ได้อยู่ใกล้กับเมืองเงินพิสุทธิ์ แต่อีกสามคนที่เหลือก็ยังมีสมบัติปิดผนึกทรงพลัง หรือไม่ก็ ‘ต้อนแกะ’ วิญญาณมารไว้ในตัว มีฝีมือใกล้เคียงครึ่งเทพมาก แต่ทั้งที่ผนึกกำลังกันมานานหลายวัน กลับยังเปิดอนุสาวรีย์บรรจุศพของอดีตเจ้าเมืองไม่ได้… ปัญหานี้ชักไม่ธรรมดาแล้ว… นอกจากนั้น ทำไมถึงมีพืชที่คล้ายเส้นผมมนุษย์งอกออกมา? ไคลน์ผุดข้อสงสัยมากมาย แต่ก็ตัดสินใจรอให้แฮงแมนเป็นฝ่ายถามเดอะซันน้อย
มันเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องถามแน่
อัลเจอร์ขมวดคิ้วเล็กๆ หลังจากนั่งฟังอย่างเงียบงัน ก่อนจะคลายคิ้วออก นึกทบทวนสักพักและกล่าว
“ยังมีอะไรผิดปรกตินอกเหนือจากนี้อีกไหม? อย่างเช่น ผู้อาวุโส ‘คนเลี้ยงแกะ’ รับผิดชอบหน้าที่เปิดอนุสาวรีย์บรรจุศพคนเดียว?”
“ไม่ใช่แค่เธอ แต่ท่านเจ้าเมืองก็อยู่ด้วย ท่านอาวุโสอีกสองคนก็อยู่” เดอร์ริคตอบด้วยสีหน้าขึงขัง “ยังไม่มีอะไรผิดปรกติ”
อัลเจอร์พยักหน้ารับ
“ดีแล้ว ทำต่อไป พยายามผูกมิตรให้มากขึ้น ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงของอนุสาวรีย์บรรจุศพ”
เดอร์ริคที่ถูกชมเชยรีบพยักหน้า
หลังจากเสร็จสิ้นช่วงเวลาแลกเปลี่ยนอิสระ ชุมนุมทาโรต์เข้าสู่ช่วงเวลาคาบเรียน ซึ่งใจจริงฟอร์สอยากถามเกอร์มัน·สแปร์โรว์ว่า คุณเอามัมมี่ไปทำอะไรหรือ? แต่หลังจากหันไปมองหน้าอีกฝ่าย เธอตัดสินใจปิดปากเงียบ
หลังจากการชุมนุมจบลง ไคลน์ที่กลับสู่โลกความจริง เปิดก๊อกน้ำในห้องน้ำ ล้างหน้าและฝ่ามือ รอคอยให้ตอนกลางคืนมาถึงอย่างใจเย็น
เพราะนั่นคือเวลาขึ้นเรือเหาะของกองทัพไปยังอ่าวเดซีย์

ทวีปใต้ ท่าเรือเบห์เรนส์
เนื่องจากฝันทองคำกำลังแล่นไปทางทิศใต้ของทะเลหมอก เดนิสจึงมาถึงท่าเรือที่อยู่เหนือสุดของไบลัมตะวันตกได้ภายในไม่กี่วัน
มันสวมเสื้อคลุมสีเข้ม ถือกระเป๋าเดินทาง ติด ‘เข็มกลัดสุริยัน’ ไว้ด้านในเสื้อ พกถุงมือเหล็กสีดำติดตัว กำลังเดินเหงื่อโชกไปตามถนนด้านนอกท่าเรือ พลางปลอบใจตัวเองว่า ตนที่กำลังพกพาอาวุธครบมือ แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนหลายเท่านัก
พ้นเขตท่าเรือ เดนิสมองไปรอบๆ ก่อนจะเหยียดแขนโบกรถม้า
คนขับรถม้าจ้องหน้าและพ่นคำ:
“%#@&&* (() () …”
ไอ้หมอนี่พูดอะไร? เดนิสมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสมองขาวโพลน แข็งทื่อไปหลายวินาทีก่อนจะเอะใจฉุกคิดบางสิ่ง
มันไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่น – ภาษาตูทานแม้แต่นิดเดียว!
และในคราวก่อนที่มาเยือนไบลัมตะวันตก เป็นเพราะมีกัปตันที่เชี่ยวชาญหลายภาษาคอยนำทาง ทุกคนจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับกำแพงภาษาที่แตกต่าง!

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด