The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา ตอนที่38 พิฆาตอสนีบาต 2

อ่านนิยายจีนเรื่อง The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา ตอนที่ 38 พิฆาตอสนีบาต 2 3Novel | อ่านนิยายออนไลน์ นิยายแปลไทย อ่านนิยายฟรี.

EP.38 พิฆาตอสนีบาต 2

“ท่านี้เรียกว่าหมัดเสียงปีศาจ ใช้ชีพจรของปราณยุทธ์ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของอากาศอย่างรุนแรง ก่อเกิดเป็นคลื่นเสียงที่แหวกอากาศเข้าโจมตีคู่ต่อสู้ หากมีพลังแข็งแกร่งพอ สามารถทำลายอวัยวะภายในของศัตรูได้”
ชวีฉู่หัวเราะด้วยความภาคภูมิใจ “เป็นทักษะยุทธ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นเองอีกเช่นกัน เป็นอย่างไร พิฆาตอสนีบาต หมัดเสียงปีศาจ เกราะศิลาเขียว เจ้าจะเรียนวิชาไหน”
“หมัดเสียงปีศาจ!” หลินมู่อวี่ไม่ลังเลเลยสักนิด ท่านี้เจ๋งสุดๆ 
ชวีฉู่กลับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้านี่ตามีแววเหมือนกันนะ แต่น่าเสียดายที่เจ้าต้องมีปราณที่แข็งแกร่งถึงจะใช้หมัดเสียงปีศาจได้ เจ้าน่ะ อีกเจ็ดแปดปีอาจจะพอมีหวังก็ได้”
หลินมู่อวี่ตกใจเล็กน้อย “งั้น…ข้าเรียนพิฆาตอสนีบาตก็แล้วกัน ใช้คู่กับกระบี่ของข้า อานุภาพน่าจะทรงพลังไม่เบา”
“ถูกต้อง ข้าเห็นด้วยที่เจ้าจะเรียนพิฆาตอสนีบาต”
ชวีฉู่จึงนั่งขัดสมาธิลงบนโขดหินยักษ์ เริ่มอธิบายหลักการทำงานของพิฆาตอสนีบาต ก่อนอื่นต้องฝึกสมาธิให้ได้ก่อน เพื่อสัมผัสธาตุอสนีในอากาศ หากแม้แต่ธาตุอสนียังสัมผัสไม่ได้ ก็หมดหนทางเรียนวิชานี้แล้ว 
หลินมู่อวี่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด นั่งสมาธิแค่ชั่วโมงกว่าก็สัมผัสธาตุอสนีอันเกรี้ยวกราดในอากาศได้แล้ว ธาตุเหล่านี้คล้ายมีชีวิต ยามหลินมู่อวี่พยายามจะสัมผัสพวกมัน พวกมันก็จะหลบออก
ชวีฉู่ยิ้ม และถ่ายทอดวิชาต่อ ความล้ำลึกของการรวมธาตุอสนีอยู่ที่คำว่า “ดูด” ต้องใช้ปราณของตนเองดูดธาตุอสนีให้มารวมตัวกัน หลินมู่อวี่ใช้เวลาฝึกขั้นนี้ถึงสองชั่วโมง ในที่สุดก็สามารถปล่อยปราณออกมาดูดซับธาตุอสนีได้ ยามที่นิ้วมือทั้งห้าแผ่คลุมด้วยธาตุอสนีส่งเสียงเปรี๊ยะๆ เขาตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากหน้าอก
ขั้นตอนสุดท้ายค่อนข้างง่ายทีเดียว ใส่ธาตุอสนีเข้าไปในอาวุธ จากนั้นก็หาองศาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับฟันกระบี่ลงไป การโจมตีนี้ต้องทั้งเร็วและแม่นยำ ห้ามชักช้ายืดยาด เมื่อธาตุอสนีแหวกอากาศเป็นคลื่นจู่โจม กระบวนท่านี้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
หลินมู่อวี่ชักกระบี่ คำรามเสียงต่ำ ธาตุอสนีแผ่ออกจากสองแขนของเขาและไหลผ่านเข้าไปในกระบี่ กระบี่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงอสนี แม้ว่าไม่อาจแข็งแกร่งได้เท่าของชวีฉู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีอานุภาพไม่น้อย “ฟวับ!” เขาใช้แรงสะบัดกระบี่ ธาตุอสนีเสียดสีกับอากาศจนเกิดเสียง “พรืดๆ”
“ช้าเกินไป!” 
ชวีฉู่ขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยขึ้น “เสียงแบบนี้ไม่ถูก ถ้าเจ้าโจมตีช้าเกินไป พลังสังหารก็จะลดลงเป็นธรรมดา เสียงธาตุอสนีเสียดสีกับอากาศยิ่งสั้น พลังสังหารก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น!
พูดจบ เขาก็ยกแขนขึ้น โบกเบาๆ แทบไม่มีเสียงใดๆ เกิดขึ้น ต้นไม้ต้นเล็กที่อยู่ด้านข้างกลับหักสะบั้น  
“เห็นหรือยัง ต้องให้ได้ความเร็วแบบนี้จึงจะเรียกว่าเป็นพิฆาตอสนีบาตของจริง”
ตอนแรกหลินมู่อวี่นึกว่าตนเองประสบความสำเร็จเล็กๆ แล้ว แต่พอเทียบกับอานุภาพพิฆาตอสนีบาตของชวีฉู่นั้น ก็ทำให้รู้ว่าตนเองยังไปไม่ถึงระดับต้นเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นหลินมู่อวี่จึงฝึกฟาดกระบี่ต่อไปเรื่อยๆ ถึงขั้นที่ลืมกินลืมนอนเลยทีเดียว
ส่วนชวีฉู่ก็ถอนดอกสาลี่เหล็กมาหนึ่งต้นแล้วนั่งอยู่แถวนั้น ค่อยๆ ใช้ฝ่ามือพิสุทธิ์สกัดแก่นโอสถ ทว่าฝ่ามือพิสุทธิ์ของเขารุนแรงเกินไป จนชั้นเหล็กของดอกสาลี่เหล็กระเบิดแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แสดงว่าสกัดแก่นโอสถล้มเหลว แก่นโอสถของดอกสาลี่เหล็กนี้ปนเปื้อนและถูกทำลายแล้ว
หลินมู่อวี่มองอยู่ห่างๆ แล้วส่ายหน้า ราวกับจะบอกว่าเรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ชวีฉู่ก้มหน้าลง รู้สึกอับอายยิ่งนัก เขาควบคุมระดับความรุนแรงของปราณได้ไม่ดีเท่าหลินมู่อวี่ อย่างน้อยตอนใช้ฝ่ามือพิสุทธิ์ก็เป็นเช่นนั้น การสกัดแก่นโอสถต้องการพลังที่นุ่มนวลเพียงพอ จะใช้พลังมากไปหรือน้อยไปก็ไม่ได้ 
จนกระทั่งฟ้าใกล้สาง ในที่สุดหลินมู่อวี่ก็ทนไม่ไหว จึงเอนตัวลงนอนไม่ห่างจากถังเสี่ยวซีมากนัก แต่นอนไปได้ไม่ถึงสามชั่วยามก็ถูกชวีฉู่ปลุกให้ตื่นขึ้น ชวีฉู่เหมือนคนที่ไม่จำเป็นต้องหลับต้องนอน เขาไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน แต่กลับดูแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า กอบแก่นโอสถกองหนึ่งมาถามหลินมู่อวี่ “เจ้าดูนี่ ระดับความบริสุทธิ์ของแก่นโอสถเหล่านี้เป็นอย่างไรบ้าง”
หลินมู่อวี่กวาดตามองแล้วเอ่ย “ดีกว่าเมื่อคืนเยอะเลย ขยันฝึก เดี๋ยวฝ่ามือพิสุทธิ์ก็สำเร็จเอง” 
“ใช่แล้ว พิฆาตอสนีบาตของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างล่ะ” ชวีฉู่ยิ้มถาม
หลินมู่อวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง จังหวะที่เขาชักกระบี่ขึ้นมา ธาตุอสนีก็ปรากฏอยู่บนกระบี่แล้ว เกิดเสียง “ฟวับ!” จากคมกระบี่ที่ตัดผ่าอากาศ ก้อนหินขนาดเท่าชามข้าวถูกฟันแบ่งครึ่งเป็นสองซีก รอยตัดเรียบกริบ 
ชวีฉู่พยักหน้ายิ้ม “ไม่เลว พอมีอานุภาพขึ้นมาบ้างแล้ว ฝึกมากขึ้นก็เป็นธรรมดาที่อานุภาพจะเพิ่มมากขึ้นด้วย”
ถังเสี่ยวซีอ้าปากค้างด้วยความตกใจ “มู่มู่ ฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้…”
พวกเขารีบกินอาหารเช้า แล้วเดินทางเข้าไปยังส่วนลึกของป่าสัตตะดาราต่อ
เป้าหมายของพวกเขามีเพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือตามหาสัตว์วิญญาณธาตุไฟที่มีอายุมากกว่าสองพันปี เพื่อนำวิญญาณสัตว์ของมันมาให้ถังเสี่ยวซีสำหรับการเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตปฐพีระดับสามสิบ
เพียงแต่น่าเสียดาย คล้ายสวรรค์จะไม่อยากให้พวกเขาหาสัตว์วิญญาณที่เหมาะสมเจอเร็วเกินไป ช่วงเช้าเจอสัตว์วิญญาณแค่สามตัว ได้แก่ งูหลามต้นไม้สีเขียวอายุหนึ่งพันสองร้อยปี ที่ทำให้ถังเสี่ยวซีตกใจจนร้องไห้ อีกตัวเป็นแมวภูเขาอายุสองพันสี่ร้อยปี แต่น่าเสียดายที่มันธาตุไม้ สัตว์เพียงตัวเดียวที่มีธาตุไฟคือหมีเพลิง แต่มันมีอายุแค่เจ็ดร้อยปี จึงได้แต่ปล่อยมันไป
“ผู้อาวุโสชวี ข้าได้ยินมาว่าสัตว์วิญญาณที่มีอายุมากจะสามารถกำเนิดศิลาวิญญาณได้ ศิลาวิญญาณเอาไปขายได้ ด้วยพลังของท่านสามารถฆ่าสัตว์วิญญาณเหล่านี้ได้สบายๆ ทำไมถึงต้องหลบเลี่ยงพวกมันด้วยล่ะ” หลินมู่อวี่ถาม
ชวีฉู่ที่นั่งอยู่บนหลังม้า กล่าวอย่างเนิบนาบ “สรรพสัตว์ล้วนมีจิตวิญญาณ พวกมันก็เป็นสิ่งมีชีวิต มีสิทธิ์ที่จะดำรงชีวิตเฉกเช่นพวกเรา เว้นเสียแต่ยามจำเป็น มิเช่นนั้นแล้วข้าจะไม่ฆ่าสัตว์วิญญาณ เพื่อชิงศิลาวิญญาณไปขายแลกเงิน อีกอย่างเหรียญทองก็เป็นแค่สิ่งของเท่านั้น”

“ท่านี้เรียกว่าหมัดเสียงปีศาจ ใช้ชีพจรของปราณยุทธ์ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของอากาศอย่างรุนแรง ก่อเกิดเป็นคลื่นเสียงที่แหวกอากาศเข้าโจมตีคู่ต่อสู้ หากมีพลังแข็งแกร่งพอ สามารถทำลายอวัยวะภายในของศัตรูได้”
ชวีฉู่หัวเราะด้วยความภาคภูมิใจ “เป็นทักษะยุทธ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นเองอีกเช่นกัน เป็นอย่างไร พิฆาตอสนีบาต หมัดเสียงปีศาจ เกราะศิลาเขียว เจ้าจะเรียนวิชาไหน”
“หมัดเสียงปีศาจ!” หลินมู่อวี่ไม่ลังเลเลยสักนิด ท่านี้เจ๋งสุดๆ 
ชวีฉู่กลับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้านี่ตามีแววเหมือนกันนะ แต่น่าเสียดายที่เจ้าต้องมีปราณที่แข็งแกร่งถึงจะใช้หมัดเสียงปีศาจได้ เจ้าน่ะ อีกเจ็ดแปดปีอาจจะพอมีหวังก็ได้”
หลินมู่อวี่ตกใจเล็กน้อย “งั้น…ข้าเรียนพิฆาตอสนีบาตก็แล้วกัน ใช้คู่กับกระบี่ของข้า อานุภาพน่าจะทรงพลังไม่เบา”
“ถูกต้อง ข้าเห็นด้วยที่เจ้าจะเรียนพิฆาตอสนีบาต”
ชวีฉู่จึงนั่งขัดสมาธิลงบนโขดหินยักษ์ เริ่มอธิบายหลักการทำงานของพิฆาตอสนีบาต ก่อนอื่นต้องฝึกสมาธิให้ได้ก่อน เพื่อสัมผัสธาตุอสนีในอากาศ หากแม้แต่ธาตุอสนียังสัมผัสไม่ได้ ก็หมดหนทางเรียนวิชานี้แล้ว 
หลินมู่อวี่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด นั่งสมาธิแค่ชั่วโมงกว่าก็สัมผัสธาตุอสนีอันเกรี้ยวกราดในอากาศได้แล้ว ธาตุเหล่านี้คล้ายมีชีวิต ยามหลินมู่อวี่พยายามจะสัมผัสพวกมัน พวกมันก็จะหลบออก
ชวีฉู่ยิ้ม และถ่ายทอดวิชาต่อ ความล้ำลึกของการรวมธาตุอสนีอยู่ที่คำว่า “ดูด” ต้องใช้ปราณของตนเองดูดธาตุอสนีให้มารวมตัวกัน หลินมู่อวี่ใช้เวลาฝึกขั้นนี้ถึงสองชั่วโมง ในที่สุดก็สามารถปล่อยปราณออกมาดูดซับธาตุอสนีได้ ยามที่นิ้วมือทั้งห้าแผ่คลุมด้วยธาตุอสนีส่งเสียงเปรี๊ยะๆ เขาตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากหน้าอก
ขั้นตอนสุดท้ายค่อนข้างง่ายทีเดียว ใส่ธาตุอสนีเข้าไปในอาวุธ จากนั้นก็หาองศาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับฟันกระบี่ลงไป การโจมตีนี้ต้องทั้งเร็วและแม่นยำ ห้ามชักช้ายืดยาด เมื่อธาตุอสนีแหวกอากาศเป็นคลื่นจู่โจม กระบวนท่านี้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
หลินมู่อวี่ชักกระบี่ คำรามเสียงต่ำ ธาตุอสนีแผ่ออกจากสองแขนของเขาและไหลผ่านเข้าไปในกระบี่ กระบี่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงอสนี แม้ว่าไม่อาจแข็งแกร่งได้เท่าของชวีฉู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีอานุภาพไม่น้อย “ฟวับ!” เขาใช้แรงสะบัดกระบี่ ธาตุอสนีเสียดสีกับอากาศจนเกิดเสียง “พรืดๆ”
“ช้าเกินไป!” 
ชวีฉู่ขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยขึ้น “เสียงแบบนี้ไม่ถูก ถ้าเจ้าโจมตีช้าเกินไป พลังสังหารก็จะลดลงเป็นธรรมดา เสียงธาตุอสนีเสียดสีกับอากาศยิ่งสั้น พลังสังหารก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น!
พูดจบ เขาก็ยกแขนขึ้น โบกเบาๆ แทบไม่มีเสียงใดๆ เกิดขึ้น ต้นไม้ต้นเล็กที่อยู่ด้านข้างกลับหักสะบั้น  
“เห็นหรือยัง ต้องให้ได้ความเร็วแบบนี้จึงจะเรียกว่าเป็นพิฆาตอสนีบาตของจริง”
ตอนแรกหลินมู่อวี่นึกว่าตนเองประสบความสำเร็จเล็กๆ แล้ว แต่พอเทียบกับอานุภาพพิฆาตอสนีบาตของชวีฉู่นั้น ก็ทำให้รู้ว่าตนเองยังไปไม่ถึงระดับต้นเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นหลินมู่อวี่จึงฝึกฟาดกระบี่ต่อไปเรื่อยๆ ถึงขั้นที่ลืมกินลืมนอนเลยทีเดียว
ส่วนชวีฉู่ก็ถอนดอกสาลี่เหล็กมาหนึ่งต้นแล้วนั่งอยู่แถวนั้น ค่อยๆ ใช้ฝ่ามือพิสุทธิ์สกัดแก่นโอสถ ทว่าฝ่ามือพิสุทธิ์ของเขารุนแรงเกินไป จนชั้นเหล็กของดอกสาลี่เหล็กระเบิดแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แสดงว่าสกัดแก่นโอสถล้มเหลว แก่นโอสถของดอกสาลี่เหล็กนี้ปนเปื้อนและถูกทำลายแล้ว
หลินมู่อวี่มองอยู่ห่างๆ แล้วส่ายหน้า ราวกับจะบอกว่าเรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ชวีฉู่ก้มหน้าลง รู้สึกอับอายยิ่งนัก เขาควบคุมระดับความรุนแรงของปราณได้ไม่ดีเท่าหลินมู่อวี่ อย่างน้อยตอนใช้ฝ่ามือพิสุทธิ์ก็เป็นเช่นนั้น การสกัดแก่นโอสถต้องการพลังที่นุ่มนวลเพียงพอ จะใช้พลังมากไปหรือน้อยไปก็ไม่ได้ 
จนกระทั่งฟ้าใกล้สาง ในที่สุดหลินมู่อวี่ก็ทนไม่ไหว จึงเอนตัวลงนอนไม่ห่างจากถังเสี่ยวซีมากนัก แต่นอนไปได้ไม่ถึงสามชั่วยามก็ถูกชวีฉู่ปลุกให้ตื่นขึ้น ชวีฉู่เหมือนคนที่ไม่จำเป็นต้องหลับต้องนอน เขาไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน แต่กลับดูแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า กอบแก่นโอสถกองหนึ่งมาถามหลินมู่อวี่ “เจ้าดูนี่ ระดับความบริสุทธิ์ของแก่นโอสถเหล่านี้เป็นอย่างไรบ้าง”
หลินมู่อวี่กวาดตามองแล้วเอ่ย “ดีกว่าเมื่อคืนเยอะเลย ขยันฝึก เดี๋ยวฝ่ามือพิสุทธิ์ก็สำเร็จเอง” 
“ใช่แล้ว พิฆาตอสนีบาตของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างล่ะ” ชวีฉู่ยิ้มถาม
หลินมู่อวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง จังหวะที่เขาชักกระบี่ขึ้นมา ธาตุอสนีก็ปรากฏอยู่บนกระบี่แล้ว เกิดเสียง “ฟวับ!” จากคมกระบี่ที่ตัดผ่าอากาศ ก้อนหินขนาดเท่าชามข้าวถูกฟันแบ่งครึ่งเป็นสองซีก รอยตัดเรียบกริบ 
ชวีฉู่พยักหน้ายิ้ม “ไม่เลว พอมีอานุภาพขึ้นมาบ้างแล้ว ฝึกมากขึ้นก็เป็นธรรมดาที่อานุภาพจะเพิ่มมากขึ้นด้วย”
ถังเสี่ยวซีอ้าปากค้างด้วยความตกใจ “มู่มู่ ฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้…”
พวกเขารีบกินอาหารเช้า แล้วเดินทางเข้าไปยังส่วนลึกของป่าสัตตะดาราต่อ
เป้าหมายของพวกเขามีเพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือตามหาสัตว์วิญญาณธาตุไฟที่มีอายุมากกว่าสองพันปี เพื่อนำวิญญาณสัตว์ของมันมาให้ถังเสี่ยวซีสำหรับการเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตปฐพีระดับสามสิบ
เพียงแต่น่าเสียดาย คล้ายสวรรค์จะไม่อยากให้พวกเขาหาสัตว์วิญญาณที่เหมาะสมเจอเร็วเกินไป ช่วงเช้าเจอสัตว์วิญญาณแค่สามตัว ได้แก่ งูหลามต้นไม้สีเขียวอายุหนึ่งพันสองร้อยปี ที่ทำให้ถังเสี่ยวซีตกใจจนร้องไห้ อีกตัวเป็นแมวภูเขาอายุสองพันสี่ร้อยปี แต่น่าเสียดายที่มันธาตุไม้ สัตว์เพียงตัวเดียวที่มีธาตุไฟคือหมีเพลิง แต่มันมีอายุแค่เจ็ดร้อยปี จึงได้แต่ปล่อยมันไป
“ผู้อาวุโสชวี ข้าได้ยินมาว่าสัตว์วิญญาณที่มีอายุมากจะสามารถกำเนิดศิลาวิญญาณได้ ศิลาวิญญาณเอาไปขายได้ ด้วยพลังของท่านสามารถฆ่าสัตว์วิญญาณเหล่านี้ได้สบายๆ ทำไมถึงต้องหลบเลี่ยงพวกมันด้วยล่ะ” หลินมู่อวี่ถาม
ชวีฉู่ที่นั่งอยู่บนหลังม้า กล่าวอย่างเนิบนาบ “สรรพสัตว์ล้วนมีจิตวิญญาณ พวกมันก็เป็นสิ่งมีชีวิต มีสิทธิ์ที่จะดำรงชีวิตเฉกเช่นพวกเรา เว้นเสียแต่ยามจำเป็น มิเช่นนั้นแล้วข้าจะไม่ฆ่าสัตว์วิญญาณ เพื่อชิงศิลาวิญญาณไปขายแลกเงิน อีกอย่างเหรียญทองก็เป็นแค่สิ่งของเท่านั้น”

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด