The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา ตอนที่25 ท้าทายศัตรูที่แข็งแกร่ง 1

อ่านนิยายจีนเรื่อง The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา ตอนที่ 25 ท้าทายศัตรูที่แข็งแกร่ง 1 3Novel | อ่านนิยายออนไลน์ นิยายแปลไทย อ่านนิยายฟรี.

EP.25 ท้าทายศัตรูที่แข็งแกร่ง 1

“ท่านปู่ ป้ายอาญาสิทธิ์คืออะไรเหรอ” หลินมู่อวี่ถาม
ฉู่เฟิงพูดด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ “ป้ายอาญาสิทธิ์เป็นสมบัติล้ำค่า สมาพันธ์โอสถแห่งจักรวรรดิมีการมอบป้ายอาญาสิทธิ์ไปแล้วทั้งหมดสิบอัน และเมืองหยินซานก็มีอยู่แค่อันเดียวเท่านั้น ผู้ที่ครอบครองป้ายอาญาสิทธิ์จะได้รับส่วนลดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเมื่อซื้อโอสถจากร้านโอสถทุกร้าน แถมยังได้รับการเคารพจากสมาพันธ์โอสถ แน่นอนว่าป้ายอาญาสิทธิ์มีแต่ผู้เก่งกล้ามากความสามารถแห่งโลกการปรุงโอสถเท่านั้นถึงจะได้มาครอบครอง”
ฉู่เหยาที่อยู่ด้านข้างหน้าตาไม่พอใจ “น่าเสียดาย กฎของเมืองหยินซานกำหนดให้ผู้มากความสามารถในการปรุงโอสถที่มีอายุต่ำกว่าสามสิบปีเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ประลองยุทธ์เพื่อชิงป้ายอาญาสิทธิ์  พูดให้น่าฟังก็คือ ‘เก่งทั้งยุทธ์เชี่ยวชาญทั้งยา’ แต่ว่านักปรุงโอสถรุ่นเยาว์ในเมืองหยินซานนั้นมีเพียงฮว๋าหวันที่มีฝีมือสูงสุด วิญญาณสงครามระดับที่ยี่สิบเก้า ซึ่งไม่มีผู้ใดต่อกรกับเขาได้”
หลินมู่อวี่ประหลาดใจ “วิญญาณสงครามระดับยี่สิบของพี่ฉู่เหยามีโอกาสชนะเขาหรือไม่”
ฉู่เหยากัดฟันกรอด “วิญญาณยุทธ์ของข้าไม่แข็งแกร่งเท่าของเขา แถมท่านเจ้าเมืองฮว๋าเทียนยังเชิญอาจารย์ยอดฝีมือมาสอนทักษะยุทธ์แก่บุตรชายสุดที่รักของเขาจำนวนมาก แต่ข้า…ข้าไม่เคยเรียนทักษะยุทธ์เลย…”
“ไม่เคยเรียน…เพราะอะไรหรือ”
ฉู่เฟิงที่อยู่ด้านข้างถอนหายใจยาว “ต้องโทษปู่ไม่เอาไหนอย่างข้า ตำราทักษะยุทธ์นั้นแพงเกินไป ฉบับที่ดีหน่อยอย่างน้อยก็สิบเหรียญทอง แล้วร้านโอสถไป่หลิงของเราจะไปเอาเงินมากขนาดนั้นมากจากไหน แถมอาเหยายังเป็นเด็กผู้หญิง ข้าจึงไม่ได้ให้นางเอาดีทางด้านฝึกยุทธ์”
หลัวไคมองฮว๋าเทียนที่ยืนอยู่บนเวที เขาทำหน้าไม่พอใจพร้อมกำหมัด “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เราต้องลองดูสักตั้ง ถ้าร้านยาไป่หลิงได้ป้ายอาญาสิทธิ์มาละก็ คราวนี้จะได้เกิดใหม่สักที”
ฉู่เฟิงเงียบไม่พูด
ตกเย็น ร้านโอสถไป่หลิงต้อนรับผู้มาเยือน
ชวีฉู่ในชุดยาวสีขาวเดินทางมาถึง ก่อนที่ปู่ฉู่เฟิงจะเชิญไปยังห้องรับแขก นอกจากชายชราแล้ว ยังมีแขกที่สำคัญกว่าตามมาด้วย นางคือเด็กสาวผู้งามหยาดเยิ้ม สาวงามอันดับสองแห่งจักรวรรดิที่ล่ำรือกัน ถังเสี่ยวซีนั่นเอง แม้จะอายุเพียงสิบเก้า แต่ความงามของนางนั้นไร้ข้อกังขา หาได้ยากยิ่ง
กลุ่มลูกศิษย์ในร้านโอสถไป่หลิงกำลังเด็ดสมุนไพร หลินมู่อวี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น ขณะที่ฉู่เหยาไปเตรียมชงชา
แววตาไร้เดียงสาของหลัวไคมองไปยังห้องรับแขก แล้วแลบลิ้นออกมา ก่อนจะหัวเราะ “ศิษย์พี่ นั่นก็คือชวีฉู่หรือขอรับ ชวีฉู่ชุดขาวในตำนาน? ดูแล้วก็เหมือนกับชายแก่ธรรมดา ไม่เห็นจะเก่งกาจเหมือนในตำนานเลย!”
จ้าวซินรีบตบกบาลหลัวไคแล้วหัวเราะ “เจ้างั่งเอ้ย อย่าได้พูดจาพล่อยๆ แบบนั้นเสีย ชวีฉู่ติ่งอัคคี  (ภาชนะที่มีสามขาของประเทศจีนสมัยโบราณ) ไม่มีใครบนแผ่นดินที่ไม่เคยได้ยินชื่อของเขา แล้วยิ่งตอนนี้ฐานะของเขายิ่งใหญ่แค่ไหน เป็นองค์รักษ์อวี้หลินชุดขาว มีหน้าที่คุ้มครององค์จักรพรรดิ ทั่วทั้งจักรวรรดิมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถสวมชุดขาวนั่นได้
“แล้วทำไมถึงเรียกกว่าชวีฉู่ติ่งอัคคีล่ะ” หลินมู่อวี่ยิ้มถาม
“เพราะวิญญาณยุทธ์ของเขาคือติ่งอัคคี เป็นวิญญาณยุทธ์ระดับสาม ว่ากันว่าติ่งอัคคี้นี้เคยเอาชนะยอดฝีมือขอบเขตปราชญ์มาแล้วถึงสองคน” หวังหยิ่งพูดไปก็ขำกับท่าทางของหลินมู่อวี่ “อาอวี่ ร่างกายเจ้าปราณพิการ ฝึกวรยุทธ์ไม่ได้ เลิกคิดซะเถอะ ร่างกายเจ้าเป็นแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับเศษสวะ เจ้าอาจจะไม่มีวิญญาณยุทธ์ด้วยซ้ำ”
แววตาเขาฉายความดูถูกออกมา หลินมู่อวี่ไม่ได้สนใจ เด็ดยาของตัวเองต่อ
ในห้องรับแขก 
ฉู่เฟิงยิ้มขณะรินชาใส่ถ้วย “ผู้อาวุโสชวี ลองชิมชาชิงลู่ (ชาที่ใช้น้ำค้างที่เก็บยามเช้ามาชง) นี่หน่อย เป็นชาสมุนไพรชนิดหนึ่ง รสชาติสดชื่น ใช้น้ำค้างชงเชียวนะ องค์หญิงซี พระองค์ก็ลองดูหน่อยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
ถังเสี่ยวซียิ้มแล้วดื่มชาลงไปหนึ่งอึก นางแลบลิ้นออกมา “ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องชาเท่าไหร่ เวลาท่านปู่ชงชาทีเสียเวลาตั้งนาน แต่ชาที่ชงได้กลับทั้งขมทั้งฝาด”
ชวีฉู่อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สีหน้ามีความเอ็นดู “หึ นั่นก็เพราะพระองค์ไม่เข้าใจวิธีการดื่มชาที่ถูกต้อง ชาของชางหลันกงใช่ชาที่คนทั่วไปจะมีโอกาสได้ลิ้มลองที่ไหนกัน”
พูดเสร็จ ชวีฉู่ก็จิบชา แล้วอดเอ่ยชมไม่ได้ “ชาดี กลิ่นหอมสดชื่นจริงๆ ด้วย ว่าแต่ เด็กคนนี้…ฉู่เหยาใช่ไหม ไม่อยากเชื่อว่าไม่เจอกันแค่แป๊ปเดียวจะโตขนาดนี้แล้ว ครั้งสุดท้ายที่ข้ามาเมืองหยินซาน เจ้ายังเป็นทารกอยู่เลย!”
ฉู่เหยายิ้มบางๆ “ผู้อาวุโสชวีกับท่านปู่รู้จักกันมายี่สิบปี แน่นอนว่าตอนนั้นข้ายังต้องเป็นเด็ก”
ชวีฉู่หัวเราะลั่น แล้วจึงเอ่ยถาม “พี่ฉู่เฟิง หลายปีมานี้ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ดูเหมือนท่านยังอยู่ที่ระดับปรมาจารย์โอสถอยู่ ใช้ชีวิตยากแค้นไม่เปลี่ยน เจ้าต้องลำบากแท้ๆ ”
ฉู่เฟิงหัวเราะแห้งๆ “เฮ้อ คนแก่อย่างข้ารู้จักแต่เก็บสมุนไพรบนภูเขา รองน้ำค้างตอนรุ่งสาง ร่างกายข้าอ่อนแอ สมุนไพรระดับสูงหลายชนิดไปเก็บเองไม่ไหว แล้วก็ไม่มีเงินซื้ออีกด้วย เลยต้องอยู่ที่เดิมแบบนี้มาตลอด”
“วันนี้ลูกศิษย์ของเจ้าที่ชื่อหลินมู่อวี่ เขาเป็นคนปรุงโอสถเกรดหนึ่งขวดนั้นจริงๆ รึ”
“ใช่แล้ว อาอวี่เป็นเด็กมีพรสวรรค์ แต่น่าเสียดายที่…”
“เสียดายอะไรรึ” ชวีฉู่ถามด้วยความประหลาดใจ
ฉู่เฟิงพูดต่อ “น่าเสียดายถึงเขาจะมีพรสวรรค์ แต่มีร่างกายที่ปราณพิการ  ชีพจรปราณของเขาตัน จึงไม่อาจโคจรพลังปราณได้ ท่านอาจารย์ที่วิหารศักดิ์สิทธิ์จึงบอกว่าเขาไร้ทางฝึกยุทธ์”
“งั้นหรอกหรือ” ชวีฉู่มองกลุ่มลูกศิษย์ที่เด็ดสมุนไหรอยู่ด้านนอกแล้วอดยิ้มไม่ได้ “ข้าว่าไม่นะ”
ทันใดนั้น ฉู่เฟิงก็ลุกขึ้นแล้วโค้งคำนับชวีฉู่


“ท่านปู่ ป้ายอาญาสิทธิ์คืออะไรเหรอ” หลินมู่อวี่ถาม
ฉู่เฟิงพูดด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ “ป้ายอาญาสิทธิ์เป็นสมบัติล้ำค่า สมาพันธ์โอสถแห่งจักรวรรดิมีการมอบป้ายอาญาสิทธิ์ไปแล้วทั้งหมดสิบอัน และเมืองหยินซานก็มีอยู่แค่อันเดียวเท่านั้น ผู้ที่ครอบครองป้ายอาญาสิทธิ์จะได้รับส่วนลดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเมื่อซื้อโอสถจากร้านโอสถทุกร้าน แถมยังได้รับการเคารพจากสมาพันธ์โอสถ แน่นอนว่าป้ายอาญาสิทธิ์มีแต่ผู้เก่งกล้ามากความสามารถแห่งโลกการปรุงโอสถเท่านั้นถึงจะได้มาครอบครอง”
ฉู่เหยาที่อยู่ด้านข้างหน้าตาไม่พอใจ “น่าเสียดาย กฎของเมืองหยินซานกำหนดให้ผู้มากความสามารถในการปรุงโอสถที่มีอายุต่ำกว่าสามสิบปีเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ประลองยุทธ์เพื่อชิงป้ายอาญาสิทธิ์  พูดให้น่าฟังก็คือ ‘เก่งทั้งยุทธ์เชี่ยวชาญทั้งยา’ แต่ว่านักปรุงโอสถรุ่นเยาว์ในเมืองหยินซานนั้นมีเพียงฮว๋าหวันที่มีฝีมือสูงสุด วิญญาณสงครามระดับที่ยี่สิบเก้า ซึ่งไม่มีผู้ใดต่อกรกับเขาได้”
หลินมู่อวี่ประหลาดใจ “วิญญาณสงครามระดับยี่สิบของพี่ฉู่เหยามีโอกาสชนะเขาหรือไม่”
ฉู่เหยากัดฟันกรอด “วิญญาณยุทธ์ของข้าไม่แข็งแกร่งเท่าของเขา แถมท่านเจ้าเมืองฮว๋าเทียนยังเชิญอาจารย์ยอดฝีมือมาสอนทักษะยุทธ์แก่บุตรชายสุดที่รักของเขาจำนวนมาก แต่ข้า…ข้าไม่เคยเรียนทักษะยุทธ์เลย…”
“ไม่เคยเรียน…เพราะอะไรหรือ”
ฉู่เฟิงที่อยู่ด้านข้างถอนหายใจยาว “ต้องโทษปู่ไม่เอาไหนอย่างข้า ตำราทักษะยุทธ์นั้นแพงเกินไป ฉบับที่ดีหน่อยอย่างน้อยก็สิบเหรียญทอง แล้วร้านโอสถไป่หลิงของเราจะไปเอาเงินมากขนาดนั้นมากจากไหน แถมอาเหยายังเป็นเด็กผู้หญิง ข้าจึงไม่ได้ให้นางเอาดีทางด้านฝึกยุทธ์”
หลัวไคมองฮว๋าเทียนที่ยืนอยู่บนเวที เขาทำหน้าไม่พอใจพร้อมกำหมัด “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เราต้องลองดูสักตั้ง ถ้าร้านยาไป่หลิงได้ป้ายอาญาสิทธิ์มาละก็ คราวนี้จะได้เกิดใหม่สักที”
ฉู่เฟิงเงียบไม่พูด
ตกเย็น ร้านโอสถไป่หลิงต้อนรับผู้มาเยือน
ชวีฉู่ในชุดยาวสีขาวเดินทางมาถึง ก่อนที่ปู่ฉู่เฟิงจะเชิญไปยังห้องรับแขก นอกจากชายชราแล้ว ยังมีแขกที่สำคัญกว่าตามมาด้วย นางคือเด็กสาวผู้งามหยาดเยิ้ม สาวงามอันดับสองแห่งจักรวรรดิที่ล่ำรือกัน ถังเสี่ยวซีนั่นเอง แม้จะอายุเพียงสิบเก้า แต่ความงามของนางนั้นไร้ข้อกังขา หาได้ยากยิ่ง
กลุ่มลูกศิษย์ในร้านโอสถไป่หลิงกำลังเด็ดสมุนไพร หลินมู่อวี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น ขณะที่ฉู่เหยาไปเตรียมชงชา
แววตาไร้เดียงสาของหลัวไคมองไปยังห้องรับแขก แล้วแลบลิ้นออกมา ก่อนจะหัวเราะ “ศิษย์พี่ นั่นก็คือชวีฉู่หรือขอรับ ชวีฉู่ชุดขาวในตำนาน? ดูแล้วก็เหมือนกับชายแก่ธรรมดา ไม่เห็นจะเก่งกาจเหมือนในตำนานเลย!”
จ้าวซินรีบตบกบาลหลัวไคแล้วหัวเราะ “เจ้างั่งเอ้ย อย่าได้พูดจาพล่อยๆ แบบนั้นเสีย ชวีฉู่ติ่งอัคคี  (ภาชนะที่มีสามขาของประเทศจีนสมัยโบราณ) ไม่มีใครบนแผ่นดินที่ไม่เคยได้ยินชื่อของเขา แล้วยิ่งตอนนี้ฐานะของเขายิ่งใหญ่แค่ไหน เป็นองค์รักษ์อวี้หลินชุดขาว มีหน้าที่คุ้มครององค์จักรพรรดิ ทั่วทั้งจักรวรรดิมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถสวมชุดขาวนั่นได้
“แล้วทำไมถึงเรียกกว่าชวีฉู่ติ่งอัคคีล่ะ” หลินมู่อวี่ยิ้มถาม
“เพราะวิญญาณยุทธ์ของเขาคือติ่งอัคคี เป็นวิญญาณยุทธ์ระดับสาม ว่ากันว่าติ่งอัคคี้นี้เคยเอาชนะยอดฝีมือขอบเขตปราชญ์มาแล้วถึงสองคน” หวังหยิ่งพูดไปก็ขำกับท่าทางของหลินมู่อวี่ “อาอวี่ ร่างกายเจ้าปราณพิการ ฝึกวรยุทธ์ไม่ได้ เลิกคิดซะเถอะ ร่างกายเจ้าเป็นแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับเศษสวะ เจ้าอาจจะไม่มีวิญญาณยุทธ์ด้วยซ้ำ”
แววตาเขาฉายความดูถูกออกมา หลินมู่อวี่ไม่ได้สนใจ เด็ดยาของตัวเองต่อ
ในห้องรับแขก 
ฉู่เฟิงยิ้มขณะรินชาใส่ถ้วย “ผู้อาวุโสชวี ลองชิมชาชิงลู่ (ชาที่ใช้น้ำค้างที่เก็บยามเช้ามาชง) นี่หน่อย เป็นชาสมุนไพรชนิดหนึ่ง รสชาติสดชื่น ใช้น้ำค้างชงเชียวนะ องค์หญิงซี พระองค์ก็ลองดูหน่อยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
ถังเสี่ยวซียิ้มแล้วดื่มชาลงไปหนึ่งอึก นางแลบลิ้นออกมา “ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องชาเท่าไหร่ เวลาท่านปู่ชงชาทีเสียเวลาตั้งนาน แต่ชาที่ชงได้กลับทั้งขมทั้งฝาด”
ชวีฉู่อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สีหน้ามีความเอ็นดู “หึ นั่นก็เพราะพระองค์ไม่เข้าใจวิธีการดื่มชาที่ถูกต้อง ชาของชางหลันกงใช่ชาที่คนทั่วไปจะมีโอกาสได้ลิ้มลองที่ไหนกัน”
พูดเสร็จ ชวีฉู่ก็จิบชา แล้วอดเอ่ยชมไม่ได้ “ชาดี กลิ่นหอมสดชื่นจริงๆ ด้วย ว่าแต่ เด็กคนนี้…ฉู่เหยาใช่ไหม ไม่อยากเชื่อว่าไม่เจอกันแค่แป๊ปเดียวจะโตขนาดนี้แล้ว ครั้งสุดท้ายที่ข้ามาเมืองหยินซาน เจ้ายังเป็นทารกอยู่เลย!”
ฉู่เหยายิ้มบางๆ “ผู้อาวุโสชวีกับท่านปู่รู้จักกันมายี่สิบปี แน่นอนว่าตอนนั้นข้ายังต้องเป็นเด็ก”
ชวีฉู่หัวเราะลั่น แล้วจึงเอ่ยถาม “พี่ฉู่เฟิง หลายปีมานี้ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ดูเหมือนท่านยังอยู่ที่ระดับปรมาจารย์โอสถอยู่ ใช้ชีวิตยากแค้นไม่เปลี่ยน เจ้าต้องลำบากแท้ๆ ”
ฉู่เฟิงหัวเราะแห้งๆ “เฮ้อ คนแก่อย่างข้ารู้จักแต่เก็บสมุนไพรบนภูเขา รองน้ำค้างตอนรุ่งสาง ร่างกายข้าอ่อนแอ สมุนไพรระดับสูงหลายชนิดไปเก็บเองไม่ไหว แล้วก็ไม่มีเงินซื้ออีกด้วย เลยต้องอยู่ที่เดิมแบบนี้มาตลอด”
“วันนี้ลูกศิษย์ของเจ้าที่ชื่อหลินมู่อวี่ เขาเป็นคนปรุงโอสถเกรดหนึ่งขวดนั้นจริงๆ รึ”
“ใช่แล้ว อาอวี่เป็นเด็กมีพรสวรรค์ แต่น่าเสียดายที่…”
“เสียดายอะไรรึ” ชวีฉู่ถามด้วยความประหลาดใจ
ฉู่เฟิงพูดต่อ “น่าเสียดายถึงเขาจะมีพรสวรรค์ แต่มีร่างกายที่ปราณพิการ  ชีพจรปราณของเขาตัน จึงไม่อาจโคจรพลังปราณได้ ท่านอาจารย์ที่วิหารศักดิ์สิทธิ์จึงบอกว่าเขาไร้ทางฝึกยุทธ์”
“งั้นหรอกหรือ” ชวีฉู่มองกลุ่มลูกศิษย์ที่เด็ดสมุนไหรอยู่ด้านนอกแล้วอดยิ้มไม่ได้ “ข้าว่าไม่นะ”
ทันใดนั้น ฉู่เฟิงก็ลุกขึ้นแล้วโค้งคำนับชวีฉู่

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด